จอมมาร 的个人资料A Nice-mare Man U Can Tr...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
A Nice-mare Man U Can Trust & Touchลูกผู้ชาย ไว้ใจได้ สัมผัสได้ แต่อย่าล้วงลึก ล่องเรือตามหาห้องหอหัวใจเรามีสี่ห้อง หนึ่งน้องแป้งจองห้องขวา อยู่ชั้นบนชื่นอุรา เบิกบานหรรษาน่าชม ห้องซ้ายด้านบนของเจ๋ง ครื้นเครงเสียงเพลงขับขาน สุขใดไหนเลยเปรียบปาน กังวานนกน้อยกลอยใจ ห้องขวาชั้นล่างว่างไว้ ให้เพื่อนหนุ่มสาวอาศัย เป็นที่พักร้อนผ่อนคลาย ไปไปมามาตามสบาย สุดท้ายห้องซ้ายของเธอ เก็บไว้ละเมอฝันหวาน รอน้องขวัญใจจอมมารฯ ไม่นานคงได้พบเจอ แล้วห้องของฉันอยู่ไหน? อยู่ที่ใจเธอหรือเปล่า? หรือเป็นแต่เพียงห้องเงา? รอแสงส่องเข้าเปิดใจ ล่องเรือตามหาห้องหอ กอดคอกับลมชมสาว ค่ำคืนดาษดื่นดวงดาว ส่งสายตาเหงาเซื่องซึม สายน้ำรินเอื่อยเรื่อยไหล ยังอยู่อีกไกลฝั่งฝัน เรือน้อยคอยลมพัดผ่าน วันวันลอยคว้างตามเวรฯ แสงจันทร์ส่องต้องเรือน้อย กางใบรอคอยลมสวรรค์ แสงเงินส่องน้ำนวลจันทร์ ซุกซ่อนห้องฉันที่ใด? _______________________________________ | | __________________|_|__________________ | _________________ ____________ | \ ___________ _____ ___________ / \ / ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ ~~~~~~~~ ~~~~~~ ~~ ~~~~~~~~ ~~~~~~~~ หอมแรกไม่รู้ว่าจะโทรมา ตามหาเบอร์เราจากเพื่อน จำเสียงเธอได้ไม่เลือน กี่เดือนกี่ปียังจำ รักแรกแทรกมาอีกครั้ง ความหลังเมื่อครั้งยังเด็ก นักเรียนหนุ่มน้อยตัวเล็ก โยกเยกหัวโตเอวบาง ไปไหนด้วยกันทุกหน น่ารักเสียจนหลงใหล กลิ่นหอมวัยสาวจำได้ นั่งใกล้คู่กันวันเรียน ขาวดังปุยนุ่นอุ่นอิ่ม แย้มยิ้มแก้มนิ่มนวลเนื้อ ชมพูฝาดสาวระเรื่อ ไม่เคยเบื่อเรียนเลยเธอ จากกันเมื่อวันเรียนจบ ต่างคนต่างพบทางฝัน ต่างคนต่างห่างไกลกัน ไม่ทันได้เอ่ยคำลา ล่วงมาจนถึงวันนี้ วันที่เธอโทรมาหา เล่าเรื่องเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า กับภาระใจวัยทอง ต่างก็ผิดหวังรังรัก อยากหาที่พักใจใหม่ อยากมีผู้คุ้มครองภัย อุ่นใจผู้หญิงตัวคนเดียว ได้แต่บอกเธอไปว่า เป็นเพื่อนดีกว่า ดีไหม? เธอยังมีเราในใจ เราไม่ทิ้งเพื่อน ... สัญญา โทรมาเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจเธอจ๋า ปรับทุกข์ได้ทุกเวลา ขวัญตาจอมมารฯวันเรียน คน ขี้ เหงาเพื่อนๆน้องๆ ที่อ่านกลอนบทนี้ ขอให้นึกภาพตามไปด้วยนะ เพื่ออรรถรสอันวิไล ....................................................... ออกจากหลอดเล็กลำไส้ เรื่อยไหลหล่นใส่โถน้อย จ๋อม! จ๋อม! บ้างจม บ้างลอย ส่งเสียงอ้อยสร้อย อูย โอย อวลกลิ่นตลบกลบหอม มอมแมมแก้มก้นคนโหย ขอบคุณสายลมพัดโชย โปรยน้ำฝอยเย็นล้างลง ก้มมองอาลัยนิดหน่อย ลาก่อนกลอยใจใหลหลง ไปดีเถิดนะนวลอนงค์ ขอจงเดินทางปลอดภัย แล้วลุกขึ้นมากดน้ำ ชอกช้ำจำลาใจหาย จากกันเพื่อพี่สบาย ส่งใจให้เจ้าโชคดี สะบัดหน้าหันไปทางอื่น ฉ่ำชื้นรอบดวงตาใส ต้องจากกันไกลแสนไกล ไปแล้วไปลับไปเลย ยังเหลือกลิ่นไว้คิดถึง ซาบซึ้งน้ำใจเปิดเผย พี่คงต้องเศร้าเหมือนเคย ขนาดขี้ยังเหงาเลยเธอ ....................................................... บทนี้เกิดจากเม้นท์ของ "น้องหมอ" โดยแท้ "อะไรที่มันออกจากชีวิตเราไปแล้วให้ถือว่ามันไม่ดี" เศร้าน้อยลงจริงๆด้วยนะน้อง คิ เอาะ แระ (ขี้ ออก แล้ว) 555 เข็มข้างรั้วแดงดอกเข็มบานสะพรั่ง สีแห่งพลังยิ่งใหญ่ หล่อเลี้ยงกำลังแรงใจ แจ่มใสยามเจ้าเบ่งบาน แดงเข้มเติมเต็มใบเขียว เพียงช่อดอกเดียวฮึกหาญ จุดไฟให้เจ้าของบ้าน เติมฝันจอมมารฯบ้านไกล พลัดหลงลงหลักปักฐาน จะว่าสุขสราญก็ไม่ใช่ เมื่อชีวิตคู่เปลี่ยนไป ทนเหงาใจจนแรมปี อยู่ห่างจากเวียงให้สงบ รบกับความเหงาไม่หนี อยู่ได้จนเลยเขตปี คิดดี ทำดี ไม่กลัว เพื่อนเก่าเฝ้าคอยเป็นห่วง กลัวเราถูกลวงเล่นหัว คนเรามีดีมีชั่ว ตัวเราเลือกมองด้านดี เข็มแดงแทงดอกชี้ฟ้า บอกให้เรากล้าอย่าหนี ล่วงมาจนถึงวันนี้ เพราะมีจิตใจดีงาม งมเข็มในมหาสมุทร เข็มผุดสู่ฟ้าไม่เกรงขาม มัวแต่งมอยู่ในน้ำ อยากได้เพียงหนามก็ตามใจ เข็ม คำเดียวสองความหมาย เข็มร้ายคือหนามตำใส่ เข็มดอกสวยงามชื่นใจ เข็มของใครก็ของใคร ... บทต่อไปนี้ ต่ำสิบแปด ห้ามอ่าน ... ถึงน้าอ๋อยหอยกระป๋อง ... อันเป็นที่รัก "กูรู้ว่าเข็มของมึง ทะลึ่งทุกวันน่าหมั่นไส้ เข็มกูชี้ฟ้าอ่อนไหว รอใครเด็ดไปสุขาวดี เข็มมึงมีแต่เสียตังค์ เข็มกูเข็มขลังคลังสมอง มีแต่ผู้คนแซ่ซ้อง อยากเป็นดองด้วยมากมาย ... เชอะ" รู้ทัน ว่ามึงจะเขียนถึงกลอนบทนี้ยังไง เลยดัก "เข็ม" ของมึงไว้ก่อน 555 แคบ จน คับ โลกแคบ ทุกวัน ก็จริง สื่อสิ่ง พิมพ์เกลื่อน ถนน ทีวี ถึงบ้าน ทุกคน ยานยนต์ ย่อย่น ระยะทาง ไม่แคบ ให้เข้า ใจง่าย วุ่นวาย ขัดแย้ง ยิ่งห่าง อยู่ใกล้ กลับไกล จืดจาง เหินห่าง ต่างคน ต่างเดิน ประชา ธิปไตย ไร้ค่า หมาหมู่ สู้กัน ให้เห็น หมาวัด ผอมโซ โตไม่เป็น ลำบาก แสนเข็ญ ทนดู คนรวย แก่งแย่ง อำนาจ การเมือง ไม่ขาด สีสัน สีโคลน สาดกัน ทุกวัน ทีวี ทีมัน ทีกู ซื้อมา ทีวี หลายสี ดูสิ เห็นสี อื่นไหม? สีโคลน สีเดียว ได้ไง? สีอื่น แม่งไม่ เห็นมี ข่าวคาว โลกีย์ อับปรีย์ฉาว คลิปคน เอากัน เห็นหมี ส่งกัน มือถือ ดูซี ใครไม่ มีก็ ตกเทรนด์ ดูกัน ทุกวัน ชินเฉย ไม่รู้ สึกเลย ว่าเหม็น ค. ว. ย. ไม่ เคยเป็น (คิด วิเคราะห์ แยกแยะ) กลับเห็น เป็นเรื่อง ดีงาม เพราะโลก มันแคบ ใช่ไหม? หรือเป็น เพราะใจ? ใคร่ถาม ยิ่งใกล้ ยิ่งไกล ความงาม เสื่อมทราม เพราะใคร? ถามใจดู ด้วยแรงบันดาลใจจากหนังสือ “ เสียงพูดสุดท้าย ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ” ปล. ขอบคุณน้องหม่อมฯ สำหรับ ค. ว. ย. ที่มอบให้พี่เสมอมา ชีวิตมีไว้ให้งงเพราะเหงา จึงเฝ้า หาเงารัก หยุดพัก ตามหา ดีไหม? ลูกน้อย ยังคอย อุ่นไอ แผลใจ ยังไม่ หายสักที แต่ไม่ เคยถอย เพื่อนเอ๋ย อยู่เฉย ใช่ว่า หลีกหนี มีรัก ใหม่เป็น สิ่งดี จะเจ็บ อีกที ก็ยอม อาจมี หลงทาง ไปบ้าง ไม่เหลียว กลับหลัง เธอเอ๋ย ทางตรง ยังมี โค้งเลย ชมหมอก ชมเหมย ชื่นใจ ไม่แน่ อาจเป็น ทางลัด วัดใจ ทางใหม่ ไม่ให้เหงา แม้ไกล กว่าเดิม เติมไฟเข้า ย่ำเท้า ก้าวไป เดี๋ยวถึงเอง ก็แล้ว แต่วาส -นา กรรมมา ก้มหน้า รับไหว ใช้มัน ให้หมด หมดไป ชีวิต มีไว้ ให้งง หาเรื่อง ให้รก สมอง ครรลอง ของคน ช่างเหงา จะทุกข์ กี่ค่ำ กี่เช้า ทนเอา เพราะเรา เลือกเอง การแสดงใจ(เจ้า)กรรมคืนนั้น ผมตื่นขึ้นมาราวตีสอง อยากจะหลับต่อ แต่ทำยังไงๆก็นอนไม่หลับ รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างไรชอบกล อยากรู้อนาคตของตัวเองเป็นกำลัง ผมออกจากบ้านที่เชียงใหม่ตั้งแต่หกโมงเช้ามุ่งหน้ากลับบ้าน จุดหมายอยู่ที่บ้านไม้เก่าๆหลังหนึ่ง หลังจากนั่งรอ “ป้า” ทำกิจวัตรประจำวันเสร็จ แกก็เรียกผมเข้าไป ถามถึงวันเดือนปีเกิด และให้ถามคำถามสามข้อ เหมือนเช่นเคย ที่สุดท้ายคนเราไปหาหมอดูเพื่ออยากรู้ว่า หนึ่ง เรื่องการงานการเงินโชคลาภ สอง เรื่องสุขภาพและเคราะห์กรรม สุดท้าย ก็เรื่องเกี่ยวกับครอบครัวและความรัก จากนั้นป้าแกก็เริ่มพิธีกรรม ระหว่างนั่งรอ ผมได้แต่มองน้ำตาเทียน หยดลงไปในขันใบไม่เล็กไม่ใหญ่ ทีละหยด ทีละหยด ท่ามกลางความเงียบงัน กระทั่ง ป้าแกลืมตาขึ้นมา และเริ่มทำนายทายทัก ก็มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี เป็นธรรมดาของการเกิดมาเป็นคน แต่มีช่วงหนึ่งที่ ป้าแกให้ข้อคิดสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชัวิต “ชีวิตคู่ก็เหมือนการแสดง ไม่ว่าพระเอกหรือนางเอกต่างต้องแสดงให้ดีทั้งคู่ เพราะจุดมุ่งหมายของการแสดงทุกเรื่อง คือเสียงปรบมือจากผู้ชม ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสดงไม่ดี ผู้ชมก็ไม่ปรบมือให้” คืนต่อมา... ผมมานอนคิดต่อ ว่า ละครทีวี ต่างจาก ละครเวที ละครทีวี ผ่านการปรับแต่งมาอย่างดีจากผู้กำกับฯ แสดงผิด ก็แสดงใหม่ จนกว่าจะเป็นที่พอใจ แล้วจึงค่อยนำเสนอต่อผู้ชม แต่ละครเวที เป็นการแสดงสด คนแสดงต้องแสดงให้ดีเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขใหม่ได้ จำเป็นต้องรอรอบต่อไป ทั้งละครทีวีและละครเวที ต่างต้องอาศัย “บท” เหมือนกัน แต่ทำไม ละครเวที ถึงมีความเป็นศิลปะ มากกว่าละครทีวี ชีวิตคู่ เหมือนการแสดงละครเวที ต้องแสดงกันให้ดีทั้งพระเอกและนางเอก จึงจะได้รับเสียงปรบมือและความรู้สึกประทับใจจากผู้ชม และหากแสดงไม่ดี การแสดงรอบใหม่ หมายถึง ต้องเปลี่ยนตัวพระเอกหรือนางเอก ไม่ก็รอชาติหน้าไปเลย แต่ ไม่ว่าจะเปลี่ยนพระเอก นางเอก หรือรอชาติหน้า ก็ตาม อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด จะได้แสดงอีกครั้งหรือไม่ ก็แล้วแต่กรรมแล้วกัน รถกับบ้านการซื้อรถสักคัน เวลาซื้อก็ดูแค่ว่า มันสวยถูกใจ สมรรถนะดีไหม ความปลอดภัยมีมากน้อยเพียงใด ที่เหลือก็เอาความถูกใจเป็นหลัก ตัดสินใจไม่ยาก เพราะมียี่ห้อและรุ่น ให้เปรียบเทียบกันจริงๆไม่มาก เวลาจะซื้อ อาจโลเลหรือลังเลบ้าง แต่ก็ใช้เวลาไม่นาน ยิ่งดูจากผู้ผลิตรถแล้ว ยิ่งตัดสินใจไม่ยากใหญ่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สังเกตว่าคนโดยมากใช้มันไม่นานก็เปลี่ยน ไม่ว่าจะซื้อมาในราคาถูกหรือแพง ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเพราะเบื่อ แต่การซื้อบ้านสักหลังไม่เหมือนกันกับการซื้อรถ บ้านเป็นสถานที่ที่เราจะอยู่กับมันไปตลอดชีวิต มีน้อยคนมากที่ชีวิตหนึ่งจะเปลี่ยนบ้านได้บ่อยหรือมีบ้านได้หลายหลัง ไม่ว่าจะราคาถูกหรือแพง เราไม่เปลี่ยนบ้านกันง่ายๆหรอก ไม่ว่าจะเหนื่อยล้าหรือเจ็บปวดกับชีวิตแค่ไหน สุดท้ายเราอยากกลับบ้าน เพราะเรารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และอยากพักผ่อน ก่อนซื้อบ้านผมจึงพิถีพิถันกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมาก บางทีต้องเดินเข้าเดินออกซ้ำไปซ้ำมา สำรวจทุกซอกทุกมุม เพื่อดูว่า บ้านน่าอยู่ไหม? ถ้าซื้อแล้วจะทำให้เรารู้สึกอบอุ่นได้ไหม? ไม่อยากพลาดรายละเอียดสำคัญๆ จะได้ไม่เสียใจทีหลัง จนคนขายบ้านอาจรู้สึกรำคาญว่าคนซื้อ จู้จี้ ติโน่น ตินี่ ปากว่าสวย ถูกใจ น่าอยู่ แต่ก็ยังไม่ตกลงซื้อสักที แถมยังชอบขอมาสำรวจทุกซอกทุกมุมของบ้านหลังนี้บ่อยจัง น่าเบื่อจริงๆ ทั้งหมดก็เพื่อความแน่ใจและต้องการความมั่นใจ มั่นคง เพราะต้องอยู่ด้วยกันนาน ผมชอบบ้านโล่งๆ รู้สึกว่าอยู่แล้วสบายดี มีลมพัดเข้าออกตลอดเวลา ไม่ว่าอยู่มุมไหนของบ้านก็สามารถเห็นบริเวณส่วนใหญ่ได้ แต่กลับไม่ชอบบ้านที่ถูกแบ่งกั้นภายใน มันรู้สึกลึกลับ ซับซ้อนและอึดอัด สำหรับผม ไม่ว่าจะเป็นกระท่อมหลังน้อยไร้ค่า หรือคฤหาสถ์หรูหราราคาแพง ผมไม่ใส่ใจเท่ากับว่า อยู่แล้วรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยจนทำให้เราไม่อยากไปไหน มากกว่า ผู้หญิง หรือ คู่ชีวิต ในความรู้สึกของผม คือ บ้าน ในขณะที่ สิ่งของ เครื่องใช้ อาภรณ์ เครื่องประดับ ฯลฯ เปรียบเหมือน รถยนต์ แต่สุดท้าย ไม่ว่ารถหรือบ้าน ทั้งหมดล้วนไม่มีใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง. ระกำใจในแม่กำปองไปเที่ยวเฮฮาประสามิตร ฐานะเพื่อนสนิทชิดใกล้ อยากบอกว่าไม่อยากไป รู้ไหม? กูไปคนเดียว เหงาใจแต่ไม่กล้าบอก รักหรอกเลยบอกไม่ได้ อยากกลับบ้านแทบขาดใจ เชียงใหม่ใกล้แค่นี้เอง เห็นหลานก็คิดถึงลูก ถูกล่ามสายใยแน่นหนา เคยเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตา บัดนี้ต้องมาคนเดียว ปีนป่ายต้นไม้ไต่สาย ให้อดเสียดายไม่ได้ ตื่นเต้นหวาดเสียวแทบตาย ลูกสาวลูกชายคงเพลิน สนุกให้คนอื่นเห็น ข้างในเป็นแผลช้ำหนอง น้ำตาอาบใจเจิ่งนอง คิดถึงสองคนลูกเรา สร้อยคอพ่อซื้อมาฝาก เพียงลมจากปากเป่าได้ ใส่คอไว้ป้องกันภัย ให้เจ้าทั้งสองฝันดี ไม่ไปแล้วต่อไปนี้ คนเดียวสนุกที่ไหน เห็นเพื่อนนั่งคู่ขวัญใจ ให้เศร้าเรานั่งคนเดียว. มันมากับลมหนาวหนาวลมจมในภวังค์ ไม่อาจหน่วงรั้งความหลัง เหงาใจสิ้นไร้พลัง เหมือนถูกกักขังจิตใจ ท่ามกลางลมหนาวหมองหม่น จวบจนเย็นย่ำต่ำแสง คนเดียวเลี้ยงลูกหมดแรง ลมหนาวเจ้าแกล้งซ้ำเติม เพิ่งรู้จักหนาวคราวนี้ ไม่มีแม้คนเคียงข้าง ภาระไม่อาจปล่อยวาง ยังคนเคยข้างค้างสัญญา บ้านดีมีไว้คุ้มตัว บ้านหัวใจเล่าอยู่ไหน? ค่ำคืนข่มตาอย่างไร ไม่อาจข่มใจหลับลง ปลงได้แต่เพียงลมปาก ทุกข์โถมซ้ำซากล้นเหลือ หมดใจพายต่อชลอเรือ ให้เกลือมันกร่อนใบพาย เหงาจนไม่อาจอยู่เฉย เลยต้องร่อนไปเรื่อยเปื่อย เถาวัลย์พันอกรกเลื้อย ยิ่งนานยิ่งเหนื่อยหัวใจ เส้นทางที่ฝันแสนเข็ญ ยากเย็นไม่เป็นดังหวัง ยิ่งเดินยิ่งถอยบ่อยครั้ง ก็ยังหลับตาดุ่มเดิน หยุดพักก็มักเคืองขุ่น ว้าวุ่นจิตใจเหลือหลาย ไม่ได้พักใจผ่อนคลาย ส่วนที่หายไปไม่เจอ แป้งร่ำรำพันแป้งร่ำรำพันขวัญหาย ผู้ใหญ่ทำร้ายใจเจ้า เคราะห์กรรมซ้ำครอบครัวเรา ใกล้สาวขาวเปื้อนน้ำตา ขวัญเอ๋ยเคยอยู่พร้อมหน้า ต้องมาแยกทางห่างเหิน พี่น้องสองคนเผชิญ พ่อแม่หมางเมินเกินเยียวยา ต้องมาอยู่ไกลพลัดถิ่น ไม่ชินโดดเดี่ยวเทีี่ยวหา เพื่อนใหม่ในแดนล้านนา เฉื่อยชาชายคาลัดดารมย์ บ้านใหม่กับวัยใกล้สาว ให้เหงาพ่อแม่รักขม รองรับแรงร้ายอารมณ์ ปมใจไม่เคยจืดจาง อ้างว้างค้างคืนขื่นขม หนาวลมกรรโชกใกล้สาง อรุณเบิกฟ้าเลือนราง ต้องห่างน้องชายจอมกวน ตรวนใจล่ามไว้หนักหน่วง บ่วงรักพ่อแม่ผันผวน ไม่อาจคล้องใจเรรวน ปั่นป่วนใจน้อยคอยคืน ฝืนใจผู้ใหญ่ไม่ได้ พ่อแม่ใจร้ายขัดขืน ต่างคนต่างมีจุดยืน จำทนกล้ำกลืนน้ำตา แม่ใหม่ให้พ่อคลายเหงา แต่พ่อไม่เอาลูกจ๋า แค่เพื่อนก็พอขวัญตา จะเอาแม่มาทำไม? ไม่อยากมีคู่ครั้งใหม่ เพื่อนใจก็คลายเหงาได้ ไม่ต้องร่วมหอกับใคร เอาไว้ลูกโตค่อยว่ากัน รู้ใจใช่ไหม? พ่อเหงา เจ็บปวดรวดร้าวเศร้าฝัน เจ้าเองก็คงเหมือนกัน อดทนจนมันเฉยชิน ไม่นานพ่อลูกคงหาย ทำใจให้คล้ายผาหิน แกร่งกล้าท้าทายฟ้าดิน อย่าได้หมดสิ้นกำลังใจ เวลาจะช่วยเราสอง ช่วยกันประคองกันไว้ ขอเจ็บเป็นครั้งสุดท้าย รอให้ฟ้าดินสำนึกตัว พอ พ่อ พ้อเพราะอยากให้เจ้าเจอพี่ จึงยอมไม่มีวันพ่อ ปีหน้าฟ้าใหม่คอยรอ ตัดพ้อต่อโชคชะตา แม่เจ้ามาส่งพี่สาว แก้มขาวน้ำตานองหน้า เรียกเจ้าลูกชายลงมา ได้เห็นหน้าก็สุขใจ นาทีที่เข้าไปกอด อิดออดให้น้ำตาไหล แต่ยังกลั้นมันเอาไว้ ไม่อยากให้เห็นน้ำนอง กอดแน่นแอ่นอกไออุ่น คูณความคิดถึงเป็นสอง เลือดเนื้อของพ่อจ้องมอง พ่อร้องไห้ทำไมกัน? ตากลมห่มซื่อเดียงสา หอมเจ้าหลายคราหายฝัน อ้วนกลมพุงใหญ่แล้วนั่น! ลูกชายใครกันพ่วงพี ถามว่าบ้านใหม่ใกล้แล้ว? พ่อแก้วแววตาสุกสี มีพ่อก็เหมือนไม่มี อยู่คนละที่ละทาง ขนมนี้พ่อซื้อมาฝาก เพียงอยากเติมอิ่มเจ้าบ้าง ส่งให้ นี่ไงสตางค์ ซื้อสิ่งที่หวังดังใจ ไม่อาจทดแทนอบอุ่น ยังคงว้าวุ่นไม่หาย ผู้ใหญ่หนอช่างใจร้าย ทำลายความฝันกันเอง เพลงรักพวกเรารันทด กดเก็บอารมณ์ข่มเหง หดหู่โหยหวนวังเวง บรรเลงด้วยหยดน้ำตา ไม่อาจอยู่ด้วยแม่เจ้า เพราะเขาไม่เห็นคุณค่า ความรักเขามีราคา ลาร้างทางใครทางมัน คลายกอดแต่ยังเฝ้าหอม หน้าตามอมแมมช่างฝัน ส่งท้ายปีใหม่ด้วยกัน อีกไม่กี่วันได้เจอ วันพ่อใช่มีวันเดียว เป็นพ่อคนเดียวเสมอ ทุกวันเป็นพ่อของเธอ อยากเจอเมื่อไหร่บอกเลย ริมน้ำร่ำไรนัดเจอเธอหน้าหมู่บ้าน จอมมารฯเบิกบานแจ่มใส โฉมสะคราญชุดแดงสวมใส่ นั่งไปริเวอร์ไซด์ด้วยกัน ชั้นสองเรืองรองสองทุ่ม คลายความกลัดกลุ้มรุมฝัน เราสองนั่งมองตากัน ชมพูหวานริมปากเธอ แก้มแดงแต่งแต้มแจ่มจิต พิสมัยจนใจเราเผลอ สุขใจฟ้าให้พบเจอ ปรนเปรอใจร้าวสกาวเดือน รวยกลิ่นน้ำหอมล้อมหวาน ชื่นบานชื่นใจใครเหมือน กลิ่นเจ้าตามเราไม่เลือน เตือนใจว่าใช่ละเมอ น้ำเมาไม่เท่าน้ำหอม จากกายเจ้าจอมหอมเสมอ ไม่อยากเมามายเลยเธอ น้ำเมาแก้เก้อเขินใจ มื้อค่ำดื่มด่ำเราสอง เหม่อมองดวงหน้าสดใส ไม่ค่อยพูดคุยอะไร ได้แต่เติมใจให้เต็ม ปั่นป่วนรัญจวนชวนฝัน นั่งเมาแจ่มจันทร์จนเกษม อิ่มอกอิ่มใจอิ่มเอม เปรมฤดีตีสองจำลา ทำใจยามจากยากนัก รักไหม? ถามใจเจ้าขา สั้นไปหรือไม่เวลา? ตอบใจใช้คำว่า “ชอบเธอ” วิงวอนปลอบใจกูบ้างได้ไหม? มีแต่ให้ใช้เหตุผล
โอบกอดกูบ้างสักคน เหตุผลไม่อาจซับน้ำตา
กูกอดน้ำตานานแล้ว พ่อแก้วแม่แก้วเจ้าขา
ยิ่งกอดยิ่งนองไหลบ่า ยากหาใครมากอดใจ
ร้องไห้จนน้ำใจหมด ไม่เหลือซักหยดหดหาย
ฟ้าดินลงโทษอยู่ได้ เมื่อไหร่จะหายโกรธกู
ไม่รู้กรรมแต่ปางไหน ชดใช้ไม่หมดอดสู
ทำไม?ไม่เห็นใจกู พระผู้เมตตา ช่วยที!
เคี่ยว - จมเขี้ยวกราดเกรี้ยวเชี่ยวในอารมณ์ร้อน แรงก้อนไฟแดงแช่งชัก คงต้องถึงคราวแตกหัก แล้งรักจักไหม้ไฟใจ ใครกัน? ที่ทำลายบ้าน รากฐานพังครืนฝืนไม่ไหว อยากได้กลับกลายทำร้าย ไม่อายตาดำช้ำใน จาบจ้วงลวงรักหนักอก นรกในบ้านครั้งใหญ่ ไม่เคยเติมอิ่มให้ใคร มีแต่เติมไฟใส่กัน หุนหันพลันแล่น แค้นใช่ไหม? ต้องแค้นใคร? เธอหรือฉัน น้ำค้าง น้ำตาพระจันทร์ พังฝันในวันข้างแรม ฟ้าแต้มดวงตาห่าฝน อดทนกลั้นน้ำอาบแก้ม สาดไฟจนใจมอมแมม ของแถมจากฟ้าราวี รัตติกาลยังไม่ผ่านพ้น สับสนอดทนหลีกหนี ยิ่งอดยิ่งทนยิ่งกลี ไล่บี้จนตายคาตีน! หลบอยู่ใกล้สายล่อฟ้า รอพายุห่าจบสิ้น ยังคงแผดเสียงให้ยิน ดินไหวสั่นใจครามโครม ลมร้ายลมใจแรงร้อน พัดก้อนตะกอนไฟถาโถม ประกายไฟร้ายอารมณ์ โหมใส่ไหม้ใจวอดวาย บินหนีก็บินไม่ได้ ตาดำช้ำในใจหาย น้ำตาจากลูกผู้ชาย อาบไหลราดใจอับจน ทน... ทน... ทน... กล้ำกลืนฝืนฟ้าห่าฝน แม่ให้เราเกิดเป็นคน จำทนขับเคี่ยวชะตา หมี่มัดใจหมี่ขาวจากเจ้าจอมใจ ส่งให้พร้อมกับยิ้มหวาน ขอบคุณนะแม่นงคราญ สานฝันวันสวยด้วยดารา หมี่ขาวจากเจ้าจันทร์แจ่ม ยิ้มแย้มแช่มชื่นเสน่หา น้ำใจดุจดวงจันทรา ยากหาสาวใดทัดเทียม หมี่ขาวใส่ดาวลูกชิ้น กลิ่นหอมจอมใจเต็มเปี่ยม ขวัญใจจอมมารฯขวัญเรียม ตระเตรียมหอมขวัญตอบแทน สุดแสนอิ่มใจอิ่มอุ่น ละมุนอยู่ในอ้อมแขน แผนที่แม้นมีพรมแดน แผนรักกลับไร้แคว้นใจ อิ่มท้องไม่ต้องหมองหม่น หน้ามลช่างเอาใจใส่ ดึกดื่นตื่นมาอิ่มใจ ขอให้กานดาฝันดี จอมมารบ้านหมื่นชื่นใจ ยิ้มให้กับถุงเส้นหมี่ รักเขาเข้าแล้วละซี เส้นหมี่มัดใจจอมมารฯ หวานลมขมยาว่าไป หวานใจใส่ยิ้มแสนหวาน หวานยิ่งกว่าหวานน้ำตาล หวานปานน้ำผึ้งพระจันทร์ ฝันไกลไม่อาจข่มตา ฝันว่าเธอมาร่วมฝัน ฝันดีมีเธอเคียงกัน อยากทำฝันนั้นให้จริง จอมมารฯผู้ไร้กระบี่ ถูกหมี่แม่นางมัดไว้ ให้เจ้ามัดแน่นอย่างไร ยอมให้มัดใจโดยดี แม่นางพญาหมี่ขาว เจ้าอย่าถลาหลบหนี ทำร้ายจอมมารฯหมื่นลี้ ด้วยเพลงยุทธหมี่เดียวดาย ลุ่มหลงจะตายอยู่แล้ว แม่แก้ว! จอมมารฯขวัญหาย แม่นางเจ้าอย่าใจร้าย หนีหายอับอายผู้คน จนใจไม่อยากขัดขืน ฝืนใจตัวเองหมองหม่น จอมมารฯร้อนใจลุกลน จำทนถูกมัดยินยอม อย่าได้ลมเพลมพัด ถูกมัดจนใจผ่ายผอม ยังเหลือความหวังเก็บออม ทนุถนอมรอคอย ดอยสูงรุ้งงามเพียงใด ดาวไหนไม่เคยคิดสอย แม่นางแม่หญิงนับร้อย รอคอยเพียงนางพญาฯ เจ้าจันทร์ฝันค้างดึกดื่นตื่นมาชมจันทร์ เสี้ยวฝันเป็นรูปเรือน้อย หงายขึ้นค่ำคืนคนคอย ร้อยฝันมีคนข้างเคียง แว่วเสียงเพียงจันทร์บอกรัก ฝากดาวอย่าได้บ่ายเบี่ยง จันทร์เสี้ยวเรียวโค้งกระซิบเสียง เรียงร้อยถ้อยรักฝากไป ว่าฉันรักเจ้าน้ำค้าง ระหว่างเส้นทางหมื่นสาย วันคืนที่ผ่านเลวร้าย อยากได้เป็นเพื่อนร่วมทาง ห้วงยามผู้คนหลับใหล สายน้ำพลิ้วไหวใกล้สาง ขอบฟ้าเรื่อเรืองอรุณราง ฟ้าสางไม่จางจากใจ ใช่ไหม? ความรัก ความหวัง คงยังไม่อาจบอกได้ ทางเดินยังอีกไม่ไกล เห็นแสงรำไรใกล้เข้ามา ตะวันโผล่พุ่งรุ่งแล้ว เจื้อยแจ้วนกน้อยร้องหา เสียงใสซาบซ่านชีวา กล่าวลาจันทราดวงดาว น้ำค้างตื่นฝันสู้แสง แรงใจไล่วันเหน็บหนาว เล่าเรื่องหลาบรักฝากดาว สาปสาวเสือกไสซานซม ยิ่งถมยิ่งจมไม่เต็ม ไม่เคยอิ่มเอมเกษมสม มีแต่ร้อนร้ายอารมณ์ รักขมล่มล้มทั้งยืน ยามตื่นค่ำคืนหยุดฝัน เสี้ยวจันทร์ด้อยแสงขัดขืน มอดไหม้กองไฟฟอนฟืน ดึกดื่นหยัดยืนฝืนชะตา ไม่อาจเร่งเช้าเร็วขึ้น จึงตื่นขึ้นมาก่อนหน้า เร่งได้แต่เพียงเวลา ลืมตารับฟ้าแรกอรุณ หมกมุ่นอยู่ในห้วงรัก บ่วงหนักคึกคักสนับสนุน ตัณหาซับซ้อนเพิ่มพูน เทิดทูนรักใหม่ไร้สัญญา สะอื้นไห้ในคืนขาดหมอน กลั่นก้อนน้ำตาอาบหน้า กรวดน้ำคว่ำขันบอกลา ข้าฯน้อยด้อยค่าควรครอง กลบเกลื่อน
ยอมให้แม่มารับลูก เหมือนปลุกเร้าเจ้าให้เหงา ดูเจ้าสิ ยังอ่อนเยาว์ เฝ้าคิดถึงแม่ทุกวัน
อยากให้เจ้าได้ไปเที่ยว ได้เก็บเกี่ยวเสี้ยวความฝัน เพราะคิดถึงจึงหมายมั่น เจ้าสุขสันต์พ่อสุขใจ
รู้ไหมว่าพ่อเป็นทุกข์ พอกับลูกที่อ่อนไหว เห็นดวงหน้าเจ้าทีไร ให้หวั่นไหวไปทุกคราว
เพราะเจ้าเป็นดั่งดวงใจ พ่อจึงได้เจ็บปวดร้าว น้ำตาไหลอาบดวงดาว ผ้าสีขาวเปื้อนสีโคลน
พ่อไปรับเจ้ากลับบ้าน ระหว่างนั้นพ่อได้เห็น กลบเกลื่อนอารมณ์เร้น แสร้งทำเป็นว่าสุขใจ
พยายามจะเล่าเรื่อง ให้ปลดเปลื้องอารมณ์ไหว เป็นเหมือนตลกร้าย ซ่อนน้ำไว้ใต้ดวงตา
เล่าเรื่องอันชวนหัว กลบความกลัวตัวสั่นล้า ได้ยินหรอก เสียงน้ำตา รู้นะว่าช้ำดวงใจ
เสียงเจ้าสั่นทั้งหัวเราะ พ่อรับรู้ดูไม่ได้ น้ำตาตกอยู่ข้างใน หัวใจไหม้ไร้ปัญญา
..........................................
วัยวันที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ช่วยทำให้เธอเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเลยนะ ถ้าไม่รู้จะคุยอะไรกับลูกก็เงียบไว้ดีกว่าไหม? ทำไมชอบสะกิดแผลใจของลูกจัง? เธอเคยเห็นภาพที่ลูกวาดไว้ไหม? เคยรับรู้และสัมผัสใจของลูกบ้างหรือเปล่า? ลูกกลับมาบ้านพร้อมกับน้ำตา มันทำให้เธอรู้สึกดีใช่ไหม? เธอรักลูกแบบนี้หรือไง? (วะ)
บ้านหมื่นลี้ ยินดีต้อนรับ“หมื่นลี้” ยินดีต้อนรับ สำหรับหนุ่มสาวใจสวย เสมอกันไม่สนจนรวย อย่าได้ขวยเขินเดินเข้ามา สู่หาเชิญมาสู่ขวัญ อบอุ่นอิ่มฝันจันทร์ผา ราตรีสีขาวงามตา เข้ามา เทวาคุ้มครอง ผองเพื่อนมาเยือนเรือนสวรรค์ เจ้าจันทร์กระพ้อรอฉลอง ไคล้ย้อยรอคอยเมียงมอง คุณพ่อลูกสองจอมมารฯ หมื่นลี้มีอยู่สี่ต้น รอคนที่สี่ร่วมฝัน บ้านน้อยคอยเธอผู้นั้น ร่วมทางสร้างสรรค์ดวงดาว ใต้ร่มต้นส้มสีแสด แสงแดดสาดส่องต้องสาว วาววับขับยิ้มพริ้มพราว สุกสกาวผิวขาวเนื้อนวล แคนา ยากหาใดเหมือน เกลื่อนดอกสีขาวเต็มสวน คอยคนเคียงข้างคู่ควร ชักชวนนวลน้องคล้องใจ ปีปสูงอยากจูงมือน้อง ร่วมร้องเพลงรักกันไหม? นกน้อยคอยคู่รู้ใจ นอนรอตะวันใหม่มาเยือน กันเกราหลังบ้านกลิ่นหอม หากเธอยินยอมเป็นเพื่อน จะออกดอกหอมทุกเดือน ยามเพื่อนมาอยู่ใกล้ใจ หมู่โมกข์ดกดอกหมอกขาว ริมราวรั้วรอบหลงใหล รวยรินหอมกลิ่นน้ำใจ อยู่ใกล้หวั่นไหวไมตรี ทองกวาวสาวใหญ่หน้าบ้าน เบิกบานยิ้มแย้มแต้มสี ร่มเย็นเป็นสุขทั้งปี มั่งมี มั่งคั่ง ดั่งทอง พญาเสือใหญ่เย่อหยิ่ง ก้านกิ่งจริงใจไม่หมอง สีออกชมพูคู่ครอง จับจองสวนน้อยคอยเธอ จอมมารฯ เจ้าบ้านหมื่นลี้ ยินดีต้อนรับเสมอ อยากพบอยากจะเจอะเจอ เชิญเธออย่าได้เกรงใจ จอมมาร ณ บ้านหมื่นลี้หมื่นลี้ขาวนวลอวลจิต ดอกนิดพวงน้อยค่อยหอม กลิ่นเจ้าเหมือนกลิ่นเจ้าจอม นางในใจหอมของเรา อยู่ใกล้ไม่ใคร่ได้หอม ห่างน้องจึงหอมกลิ่นเจ้า จิตใจเบิกบานค่ำเช้า หอมแล้วหอมเล่าเฝ้าดอมดม คอยน้องเจ้ามาช่วยหอม จะยอมให้หอมสาสม อยากอยู่ใกล้เจ้าเฝ้าชม สายลมหมื่นลี้ที่รอคอย หมื่นลี้ไม่ไกลเกินก้าว หมื่นสาวหมื่นดาวไม่สอย หนึ่งเจ้าทำเราใจลอย เพียงหนึ่งกลอยใจก็พอ รอวันให้เจ้ามาหอม หมื่นลี้รอหอมวอนขอ เย้ายวนชวนกันหยอกล้อ เคล้าคลอกลิ่นหอมระรวย จอมมาร ณ บ้านหมื่นลี้ รอคนแสนดีใจสวย ไม่ต้องฐานะร่ำรวย ขอเพียงแต่สวยน้ำใจ ปลูกไว้ให้เจ้าผีเสื้อ ใกล้ต้นพญาเสือใหญ่ รอวันเจ้าเป็นคู่ใจ จะได้กลิ่นหอมตลอดกาล วานลมช่วยส่งไอกลิ่น ไปส่งถึงถิ่นคนยิ้มหวาน จอมมารหมื่นลี้เบิกบาน ส่งหอมหน้าบ้านสู่เธอ เส้นไม่สายเลิกวิ่งช่วงชิงได้แล้ว เกลอแก้วค่อยแจวดีกว่า
อย่าเลยอย่าเสียเวลา รอให้ลมฟ้าพาเรือ
ค่อยพายไม่นานก็ถึง จึงภาคภูมิใจทหารเสือ
หมั่นคอยอุดรอยรั่วเรือ อย่าเชื่อเรือใหญ่ไปสบาย
อยากได้ต้องใช้แรงใจ อยากไปต้องใช้แรงกาย
คลื่นลมไม่นานก็หาย รวมกายกับใจหนึ่งเดียว
วันร้ายอยู่ได้ไม่นาน วันวานตื่นเต้นหวาดเสียว
เกาะแก่งคลื่นแรงคดเคี้ยว ถือว่าได้เที่ยวในตัว
อยู่ในเส้นทางอำนาจ หวาดหวั่นผันเปลี่ยนเวียนหัว
วิ่งเต้นเส้นสายให้กลัว "นายหัว" ตัวดีที่ก่อเวร
อำนาจเกิดจากความขลาด ไม่อาจปล่อยใครให้เด่น
ไม่ว่าใครไม่ละเว้น ต้องเล่นเหยียบหัวผู้คน
................................
แด่ ... น้าอ๋อย ผู้คอยคืน
.................................
ก็รู้ว่าต้องทนทุกข์ แต่ฉุกใจคิดบ้างไหม?
"เป็นใหญ่" แล้วได้อะไร? "สบาย" เมื่อไหร่? ไอ้เกลอ
บินหากเปรียบชีวิตคนเราเหมือนกับการโดยสารเครื่องบินไปยังที่ใดที่หนึ่ง ปลายทางคือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ช่วงที่เครื่องบิน เทคออฟ เป็นช่วงที่น่าตื่นเต้น เห็นแต่สิ่งสวยงาม เห็นแต่ความหวัง ความฝัน เต็มไปด้วยความคาดหวัง จิตใจล่องลอยไปถึงที่หมายแล้ว มีแต่ความสุข ช่วงเวลานี้ส่วนใหญ่ทุกคนจะไม่ค่อยคำนึงถึงอันตรายมากเท่าใดนัก มีแต่ความสนุกสนานเฮฮา เมื่อเครื่องบินไต่ระดับจนถึงเพดานบิน ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรารู้สึกผ่อนคลาย ไม่วิตกกังวล ได้เห็นก้อนเมฆและท้องฟ้า สวยงาม บางคนก็ได้นั่งเครื่องบินเล็ก เพดานบินต่ำ ก็เห็นโลกข้างล่างสวยงามไปอีกแบบ แต่หลายคนได้นั่งเครื่องบินลำใหญ่ เพดานบินสูง ท้องฟ้าเหนือหมู่เมฆก็ย่อมสวยงามกว่าเป็นธรรมดา อาจมีตกหลุมอากาศบ้าง มากน้อยแตกต่างกันตามแต่เที่ยวบินของแต่ละคน บ้างก็ตื่นเต้นหวาดเสียว บ้างก็เห็นเป็นเป็นเรื่องสนุกสนาน บางคนอาจตกหลุมอากาศบ่อย แต่ไม่นานก็ชินไปเอง แต่ถ้าทำใจได้ก็ไม่ค่อยกลัวมากนัก และเมื่อเครื่องบินบินไปใกล้ปลายทาง ก็เริ่มวิตกกังวลอยู่บ้าง แต่บางคนก็ไม่รู้สึกกังวลเลย พอเครื่องบินกำลังไต่ระดับลงเพื่อทำการแลนดิ้ง ช่วงนี้แหละเป็นช่วงที่อันตราย บางครั้งก็เจอเข้ากับพายุเมฆฝนทะมึนดำรออยู่ข้างล่าง แต่บางเที่ยวบินก็ไม่เป็นอย่างนั้น ท้องฟ้าโปร่งโล่ง สภาพอากาศไม่แปรปรวน แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงหวาดวิตกอยู่ดี ถ้าเปรียบการลงจอดยังที่หมายเป็นเหมือนความตาย ซึ่งทุกคนที่เกิดมาต้องเผชิญกับมันอยู่แล้ว หากเครื่องบินลงจอดโดยสวัสดิภาพก็นับเป็นโชคดี แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ? ช่วงกำลังแลนดิ้งลงจอด เป็นช่วงที่น่ากลัวที่สุดและอันตรายที่สุดในการบิน การแลนดิ้งของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน บางคนต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคภัยร้ายแรง ทุกขเวทนาแสนสาหัส บางคนก็ไม่เป็นอย่างนั้นซึ่งนับเป็นโชคดีอย่างมาก ความตายไม่น่ากลัวเลย เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าสักวันเราต้องถึงที่หมายปลายทางนั้น แต่ก่อนตายน่ะน่ากลัวกว่ามาก และเราแต่ละคน เที่ยวบินแต่ละเที่ยว ไม่เคยมีใครสามารถรู้หรอกว่าจะแลนดิ้งลงจอดได้อย่างราบรื่นได้หรือไม่ ถึงตอนนั้น เราคงได้แต่สวดมนต์ภาวนา ขออย่าให้เกิดอุบัติเหตุชีวิตในช่วงกำลังแลนดิ้งเลย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครก็ต้องลงจากเครื่องบินเมื่อถึงที่หมายกันทั้งนั้น จะราบรื่นหรือไม่อย่างไร เมื่อเวลาสำคัญนั้นมาถึงก็ต้องแยกย้ายกันไปอยู่ดี วันว่าง-วันวาง ที่วัดอุโมงค์จริงๆมันก็ว่างทุกวันนั่นแหละ แต่ว่าวันนี้อยาก “ว่าง – วาง” หลังจากสวดมนต์ไหว้พระกราบพระเสร็จ ก็มานั่งที่สระน้ำข้างวัด ให้อาหารปลากับนก ปรับทุกข์กับมัน ปรับใจตัวเอง วัดนี้ทั้งเงียบและสงบ ก็แปลกที่บ้านเราก็เงียบและสงบเหมือนกัน ทำไม?ต้องมาที่วัดด้วยก็ไม่รู้ อาจเป็นเพราะ วัดมีสิ่งหนึ่งที่บ้านไม่มี หรือ มีแต่เราไม่เห็น นั่นก็คือ ที่พึ่งทางใจ อยู่บ้านโดยเฉพาะเข้าฤดูหนาวอย่างนี้ อากาศเย็น แต่ไม่เคยเย็นใจเลย วัด กลับให้ความรู้สึก เย็นใจ อบอุ่นใจ และอ่อนโยน กับเรา ซึ่งไม่มีในบ้าน จิตใจสงบ รบกับความคิด แล้วเรา “รู้สึก” และ “มั่นใจ” ได้เองว่าเราจะชนะ – ชนะใจ เราสุขุมมากขึ้น เยือกเย็นมากขึ้น มีสมาธิดีขึ้น กังวลน้อยลง และคลายความทุกข์ลงไปได้ไม่น้อย เรา สามารถ วาง ทุกสิ่งทุกอย่างลงได้ที่วัด ให้อาหารปลา เราได้อาหารใจ เรียบง่ายและสันติภาพ กราบพระขอพรและขออโหสิกรรม เป็นสถานที่ที่เรา วางใจ ได้ว่า ความทุกข์ของเราจะลดลง และมั่นใจมากขึ้นว่า เราสามารถใช้ชีวิตที่เหลือได้โดยลำพัง แต่ ... อนาคตมักไม่แน่นอน ไม่อาจ “คาดหวัง” ได้ มีแต่ “คลาดหวัง” อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้ชีวิตโดยลำพัง หรือ ร่วมกับคนอื่น ทั้งสองอย่างล้วนต้องปล่อยวางทั้งสิ้น มันจะได้ ว่างลง สันติภาพในใจจึงจะบังเกิด สุดท้าย เราได้ธรรมมะ ผูกไว้เป็นกลอน สองข้อ ๑ วันไหน ว่าง ให้เรา วาง วันไหน วาง วันนั้น ว่าง ๒ ตัณหาเกาะจนตัวเหนียว ตัณหาเกี่ยวจนเหนียวตัว ว่างวันใดไม่เมามัว มั่ววันใดไหม้ตัวตาย ไปบวชดีกว่าไหมเนี่ย? หนาวใจไปกับโคมลอยฤดูหนาวกลับมาเยือนอีกครั้ง หนาวที่ไหนก็คงเหมือนๆกัน แต่ไม่เท่า...หนาวที่เชียงใหม่ ลอยกระทงปีไหนก็ไม่เคยไป ไม่ตื่นเต้น ไม่กระตือรือล้น ไม่คิดอยากไป แต่ปีนี้เรากลับรู้สึกแตกต่างกว่าที่เคย อยากไป ทั้งที่รู้ว่าจะต้องพบกับอะไร คนมีคู่ เดินเกี่ยวแขนเกี่ยวก้อยกัน กระหนุงกระหนิง น่าอิจฉา เจ็บปวดจังเลย ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าต้องเจอ วันเพ็ญเดือนสิบสอง พระจันทร์กลมใหญ่ แสงนวลสุกใส เป็นปีแรกที่ได้ลอยโคมประทีป เป็นปีแรกที่แยกทางกับคนรัก จุดไฟ อุ่นโคม แล้วปลดปล่อย ลอยเหงาออกไปจากหัวใจ ไปให้ไกลๆเลยนะ... ไปอยู่กับคนอื่นบ้าง ยังดีที่มีน้องสาวแสนสวยคนหนึ่ง มาช่วยเราส่งโคมเหงาๆ สาวเชียงใหม่ น้ำใจช่างงดงามนัก ขอบคุณเธอมากนะ ... ที่มาช่วยเราปล่อยความเหงา ถึงมันไม่อาจปลดปล่อยไปได้ทั้งหมด แต่มันก็ทำให้เหงาน้อยลงกว่าเดิม เยอะเลย หอมนี้...หอมมีราคาราตรีสีขาวบานดอก ออกช่อเป็นพวงหวงหอม ยามเช้าใยเจ้าไม่ยอม ส่งกลิ่นให้หอมอบอวล ตกค่ำย่ำสนธยา จึงพากลิ่นหอมกลับหวล กลิ่นกายของเจ้าเย้ายวน ชวนให้ใจฉันฝันไกล ขาวดังอนงค์นางหนึ่ง หอมซึ้งตราตรึงหลงใหล ขอเพียงแค่ได้ชิดใกล้ จะเอาอะไรก็ยอม ดวงดาวบนฟ้าหน้าหนาว ฝากเจ้าช่วยเราส่งหอม ให้สาวของเราดมดอม ดอกหอมราตรีด้วยกัน ดอกไม้ที่ไม่มีสี ราตรีแม้ไร้สีสัน แต่หอมไปถึงดวงจันทร์ สวรรค์ชั้นฟ้านภาลัย แสงสีบางทีหลอกใจ หลอกให้บางใครเผลอไผล ไม่หอมก็ยอมเผลอใจ หลงใหลเมามายวายชีวา หอมเย็นเป็นสุขยิ่งนัก หลงรักเธอมากหนักหนา ราตรีหอมมีราคา หอมกว่า ทิวาราตรี ออมกลิ่นเก็บไว้ยามค่ำ ดื่มด่ำกอดหอมสุขศรี เก็บหอมรอพร้อมราตรี อย่างนี้สิรักกันนาน ลมหนาวหอบเหงามาส่ง ทิ้งลงตรงหน้าของฉัน หนาวใจอย่างไรช่างมัน หาวฝันหอมดอกราตรี อบอุ่นกลิ่นหอมจอมขวัญ ล้อมฝันไว้ไม่ให้หนี อยากหอมแก้มน้องสักที ให้วายชีวี ยินยอม อ้อมกอดของคนช่างเหงา เข้าใจว่าคงไม่หอม แต่อบอุ่นนะไม่ปลอม ไม่ต้องคอยซ่อมหัวใจ ให้ฉันกอดเธอได้ไหม? สัญญาจะไม่เฉไฉ ไปกอดสาวงามอื่นใด ให้เธอช้ำใจอีกเลย ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|